มารู้จักสมุนไพรกันเถอะ

posted on 31 Jul 2009 15:37 by muaykung18  in Knowladge

  มารู้จักสมุนไพรไทย  

             " สวัสดีค่ะ ยินดีต้อนรับเข้าสู่ อนุรักษ์สมุนไพร  ที่เผยแพร่ความรู้สมุนไพรเพื่อสุขภาพในการบำบัดรักษาโรค   บำรุงร่ายกายเพื่อสุขภาพและความงามเพื่อให้คนไทยทุกคนได้ใช้ภูมิปัญญาของบรรพบุรุษเราให้เกิดประโยชน์กับคนไทยด้วยกันเอง   ส่งเสริมการดูแลรักษาตัวเองด้วยสมุนไพรธรรมชาติ และอนุรักษ์ความรู้ของบรรพบุรุษไทย โดยมีแนวคิดในการดำรงชีวิตแบบกลับสู่ธรรมชาติ ซึ่งเป็นวิธีการดูแลสุขภาพที่ดีที่สุด ตลอดทั้งรวมความรู้ในการบำบัดโรคด้วยธรรมะ  เพื่อการบำบัดและดูแลสุขภาพด้วยตนเองที่สมบูรณ์แบบ ทั้งความสุขทางกายและทางใจ   ทุกท่านที่สนใจสามารถแวะเข้ามาชมได้นะคะ  แล้วอาจจะทำให้รู้สึกว่าได้ย้อนอดีตไปเมื่อหลายปีที่ผ่านมา  เราอาจได้สัมผัสถึงรสของธรรมชาติอย่างแท้จริง  พร้อมกับการอนุรักษ์ภูมิปัญญาไทยและสามารถนำไปใช้ประโยชน์ในการดำเนินชีวิตประจำวันได้อย่างแท จริง "      

   จุดเด่นของสมุนไพรไทย คือ มีความปลอดภัย ไม่ค่อยมีผลข้างเคียงของยาหากใช้อย่างถูกต้องตามคำแนะนำ มีประสิทธิภาพสูงเพราะเกิดจากการสั่งสมองค์ความรู้ของภูมิปัญญาไทยมาแต่โบราณ และเป็นสิ่งที่อยู่ใกล้ชิดกับวัฒนธรรมความเป็นอยู่ของไทย ทำให้เราพึ่งตนเองได้เมื่อเจ็บป่วยและปัจจุบัน ยาสมุนไพรไทยหลายชนิดก็ได้รับรองให้อยู่ในบัญชียาหลักแห่งชาติด้วย     

  สมุนไพร หมายถึง พืชที่ใช้ ทำเป็นเครื่องยา สมุนไพร กำเนิดมาจากธรรมชาติและมีความหมายต่อชีวิตมนุษย์โดยเฉพาะ ในทางสุขภาพ อันหมายถึงทั้งการส่งเสริมสุขภาพและการรักษาโรค สมุนไพร แต่ละชนิดจะมีสรรพคุณแตกต่างกันไป*  ซึ่งการนำมาทำเป็นยานั้นต้องมีความรู้จากการศึกษาเรียนจบด้านนี้ จึงจะทำได้ ส่วนที่มักนำมาทำสมุนไพร เช่น ส่วนของราก ลำต้น ใดออก ผลฯลฯ และนำมาแปรรูปเช่นตัดให้เล็กลงสำหรับต้มดื่ม 
 

 " อโรคยา ปรมาลาภา การไม่มีโรคเป็นลาภอันประเสริฐ " 

 สมุนไพรไทยนี้มีค่ามาก             พระเจ้าอยู่หัวทรงฝากให้รักษา
แต่ปู่ ย่า ตา ยาย ใช้กันมา           ควรลูกหลานรู้รักษาใช้สืบไป
   เป็นเอกลักษณ์ของชาติควรศึกษา         วิจัยยาประยุกต์ใช้ให้เหมาะสมัย
   รู้ประโยชน์รู้คุณโทษสมุนไพร         เพื่อคนไทยอยู่รอดตลอดกาล   

 พระราชนิพนธ์สมเด็จพระเทพฯ

 "พืชสมุนไพร" แบ่งออกเป็น 5 ประการ

     1. รูป ได้แก่ ใบไม้ ดอกไม้ เปลือกไม้ แก่นไม้ กระพี้ไม้ รากไม้ เมล็ด

      2. สี มองแล้วเห็นว่าเป็นสีเขียวใบไม้ สีเหลือง สีแดง สีส้ม สีม่วง สีน้ำตาล สีดำ

     3. กลิ่น ให้รู้ว่ามรกลิ่น หอม เหม็น หรือกลิ่นอย่างไร

     4. รส ให้รู้ว่ามีรสอย่างไร รสจืด รสฝาด รสขม รสเค็ม รสหวาน รสเปรี้ยว รสเย็น

     5. ชื่อ ต้องรู้ว่ามีชื่ออะไรในพืชสมุนไพรนั้นๆ ให้รู้ว่า ขิงเป็นอย่างไร ข่า เป็นอย่างไร ใบขี้เหล็กเป็นอย่างไรดอกมะขามเป็นอย่างไร ผลมะเกลือเป็นอย่างไร

 ส่วนต่างๆของพืชที่ใช้เป็นพืชสมุนไพร »

1. ราก รากของพืชมีมากมายหลายชนิดเอามาเป็นยาสมุนไพรได้อย่างดี เช่น กระชาย  ขมิ้นชัน ขิง ข่า เร่ว ขมิ้นอ้อย เป็นต้น  รูปร่างและลักษณะของราก แบ่งออกเป็น 2 ชนิด คือ     

    1.1 รากแก้ว  ต้นพืชมากมายหลายชนิดมีรากแก้วอยู่ นับว่าเป็นรากที่สำคัญมากงอกออกจาลำต้นส่วนปลาย รูปร่างยาวใหญ่เป็นรูปกรวยด้านข้างของรากแก้วจะแตกแยกออกเป็นรากเล็กรากน้อยและรากฝอยออกมาเป็นจำนวนมากเพื่อทำการดูดซึมอาหารในดินไปบำรุงเลี้ยงส่วนต่างๆของต้นพืชที่มีรากแก้วได้แก่ ต้นขี้เหล็กต้นคูน เป็นต้น

   1.2 รากฝอย รากฝอยเป็นส่วนที่งอกมาจากลำต้นของพืชที่ส่วนปลายงอกออกมาเป็นรากฝอยจำนวนมากลักษณะรากจะกลมยาวมีขนาดเท่าๆกันต้นพืชที่มีใบเลี้ยงเดี่ยวจะมีรากฝอย เช่น หญ้าคา ตะไคร้ เป็นต้น 

2. ลำต้น   นับว่าเป็นโครงสร้างที่สำคัญของต้นพืชทั้งหงายที่มีอยู่สามารถค้ำยันเอาไว้ได้ไม่ให้โค่นล้มลง โดยปกติแล้วลำต้นจะอยู่บนดินแต่บางส่วนจะอยู่ใต้ดินพอสมควร รูปร่างของลำต้นนั้นแบ่งออกได้เป็น 3 ส่วนด้วยกัน คือ ตา ข้อ ปล้อง บริเวณเหล่านี้จะมีกิ่งก้าน ใบ ดอกเกิดขึ้นอีกด้วย ซึ่งจะทำให้พืชมีลักษณะที่แตกต่างกันออกไปชนิดของลำต้นพืช

 

 3. ใบ ใบเป็นส่วนประกอบที่สำคัญของต้นพืชทั่วไป มีหน้าที่ทำการสังเคราะห์แสง ผลิตอาหารและเป็นส่วนที่แลกเปลี่ยนน้ำและอากาศให้ต้นพืช ใบเกิดจากการงอกของกิ่งและตาใบไม้โดยทั่วไปจะมีสีเขียว (สีเขียวเกิดจากสารที่มีชื่อว่า"คอลโรฟิลล์"อยู่ในใบของพืช)  ใบของพืชหลายชนิดใช้เป็นยาสมุนไพรได้ดีมาก  ชนิดของใบ แบ่งออกได้เป็น 2 ชนิด คือ   

   1) ชนิดใบเลี้ยงเดี่ยว หมายถึงก้านใบอันหนึ่ง มีเพียงใบเดียว เช่น กานพลู ขลู่ ยอ กระวาน    

   2) ชนิดใบประกอบ หมายถึงตั้งแต่ 2 ใบขึ้นไปที่เกิดขึ้นก้านใบอันเดียว มี มะขามแขก  แคบ้าน ขี้เหล็ก มะขาม เป็นต้น  

4.  ดอก   ส่วนจองดอกเป็นส่วนที่สำคัญของพืชเพื่อเป็นการแพร่พันธุ์ของพืช เป็นลักษณะเด่นพิเศษของต้นไม้แต่ละชนิด ส่วนประกอบของดอกมีความแตกต่างกันตามชนิดของพันธุ์ไม้และลักษณะที่แตกต่างกันนี้เป็นข้อมูลสำคัญในการจำแนกประเภทของต้นไม้รูปร่างลักษณะของดอก ดอกจะต้องมีส่วนประกอบที่สำคัญ 5 ส่วนคือ      

 1 ) ก้านดอก    

   2 ) กลีบรอง    

   3) กลีบดอก    

   4) เกสรตัวผู้    

  5 ) เกสรตัวเมีย 

5.  ผล   ผลคือส่วนหนึ่งของพืชที่เกิดจากการผสมเกสรตัวผู้กับเกสรตัวเมียในดอกเดียวกันหรือคนละดอกก็ได้ มีลักษณะรูปร่างที่แตกต่างกันออกไปตามประเภทและสายพันธุ์รูปร่างลักษณะของผลมีหลายอย่าง ตามชนิดของต้นไม้ที่แตกต่างกัน แบ่งตามลักษณะของการเกิดได้รวม 3 แบบ     

  1)  ผลเดี่ยว หมายถึง ผลที่เกิดจากรังไข่อันเดียวกัน     

   2) ผลกลุ่ม หมายถึง ผลที่เกิดจากปลายช่อของรังไข่ในดอกเดียวกัน เช่น น้อยหน่า    

   3) ผลรวม หมายถึง ผลที่เกิดมาจากดอกหลายดอก เช่น สับปะรด

ในการเก็บรักษานั้นควรปฏิบัติดังนี้

-  ยาที่เก็บรักษาเอาไว้จะต้องทำให้แห้ง เพื่อป้องกันการขึ้นราและการเปลี่ยนลักษณะเกิดภาวะ"ออกซิไดซ์" ยาที่ขึ้นราง่ายจะต้องเอามาตากแดดอยู่เสมอ 

-  สถานที่ ที่เก็บรักษาจะต้องแห้ง เย็น การถ่ายเทอากาศจะต้องดี 

 -  ควรแบ่งเก็บเป็นสัดเป็นส่วน ยาที่มีพิษ ยาที่มีกลิ่นหอมควรเก็บแยกเอาไว้อย่างมิดชิดป้องกันการสับสนปะปนกัน  

 - จะต้องคอยหมั่นดูแลอย่าให้มีหนอน หนู แมลงต่างๆ มารบกวนรวมทั้งระวังเรื่องความร้อนไฟ ที่อาจจะเกิดขึ้นได้

 หลักการโดยทั่วไปในการเก็บส่วนของพืชสมุนไพร แบ่งออกได้ดังนี้ »

   1.เก็บรากหรือหัว  สมควรเก็บในช่วงเวลาที่พืชหยุดการเจริญเติบโต ใบ ดอก ร่วงหมดแล้วหรือในช่วงต้นฤดูหนาวถึงปลายฤดูร้อนเพราะเหตุว่าในช่วงเวลานี้รากและหัวมีการสะสมปริมาณตัวยาเอาไว้ค่อนข้างสูง วิธีการเก็บก็จะต้องใช้วิธีขุดด้วยความระมัดระวังให้มาก อย่าให้รากหรือหัวเกิดการเสียหายแตกช้ำหักขาดขึ้นได้รากหรือหัวของพืชสมุนไพรก็มี ข่า กรชาย กระทือขิง เป็นต้น 

   2.ประเภทใบหรือเก็บทั้งต้น  ควรจะเก็บใบที่เจริญเติบโตมากที่สุด หรือพืชบางอย่างอาจระบุช่วงเวลาเก็บอย่างชัดเจนเก็บใบอ่อนหรือไม่แก่เกินไป เก็บช่วงดอกหรือบานหรือช่วงเวลาที่ดอกบาน เป็นต้นการกำหนดช่วงเวลาที่เก็บใบเพราะช่วงเวลานั้น ในใบมีตัวยามากที่สุด วิธีการเก็บก็ใช้วิธีเด็ดตัวอย่างเช่น ใบกระเพรา ใบฝรั่ง ใบฟ้าทะลาย เป็นต้น

  3.ประเภทเปลือกต้นหรือเปลือกรากเปลือกต้น  โดยมากเก็บช่วงฤดูร้อนต่อกับช่วงฤดูฝน ประมาณยาในพืชสมุนไพรมีสูงและลอกออกได้ง่าย สะดวก ในการลอกเปลือกต้นนั้นอย่าลอกเปลือกออกทั้งรอบต้น เพราจะกระทบกระเทือนในการส่งลำเลียงอาหารของพืชจะทำให้ตายได้ทางที่ดีควรลอกเปลือกกิ่งหรือส่วนที่เป็นแขนงย่อย ไม่ควรลอกออกจากลำต้นใหญ่ของต้นไม้ หรือจะใช้วิธีลอกออกในลักษณะครึ่งวงกลมก็ได้ ส่วนเปลือกรากเก็บในช่วงฤดูฝนเหมาะมากที่สุด เนื่องจากการลอกเปลือกรากเป็นผลเสียต่อการเจริญเติบโตของพืชควรสนใจวิธีการเก็บที่เหมาะสมจะดีกว่า

  4. ประเภทดอก  โดยทั่วไปเก็บในช่วงดอกเริ่มบาน แต่บางชนิดเก็บในช่วงดอกตูม เช่น กานพลู เป็นต้น 

 5. ประเภทผลและเมล็ด พืชสมุนไพรบางอย่างอาจจะเก็บในช่วงที่ผลยังไม่สมบูรณ์หรือยังไม่สุกก็มีเช่น ฝรั่งเก็บเอาผลอ่อนมาเป็นยาแก้ท้องร่วง แต่โดยทั่วไปมักเก็บเมื่อผลแก่เต็มที่แล้ว ตัวอย่างเช่น มะแว้ต้น มะแว้งเครือ ดีปลี เมล็ดฟักทองเมล็ดชมเห็ดไทย เมล็ดสะแก เป็นต้น

 

    แหล่งข้อมูลจากสมุนไพรดอทคอม : http://www.samunpai.com/ 

มะนาว คูณ

posted on 19 Jul 2009 13:39 by muaykung18  in Knowladge

 

มะนาว

 

ชื่อวิทยาศาสตร์  Citrus aurantifolia (Christm) Swing.

วงศ์   Rutaceae

ชื่อท้องถิ่น   ลูกนาว(ภาคใต้)ส้มมะนาว มะลิว (เชียงใหม่)

ลักษณะ เป็นไม้ยืนต้นขนาดเล็ก ทรงพุ่ม มีหนามตามต้น  ก้านใบสั้นตัวใบเป็นรูบกลมรี สีเขียวใบไม้ ขอบใบหยักเล็กน้อย ปลายและโคนใบมน ขยี้ไปดมจะมีกลิ่นหอม ดอกเล็กสีขาวอมเหลือง หอมอ่อนๆผลกลมเปลือบางเรียบ มีน้ำมาก รสเปรี้ยวจัด เปลือกผลมีน้ำมัน กลิ่นหอม รสขม

การปลูก นิยมปลูกด้วยกิ่งตอน มะนาวขึ้นได้ดีกับดินแทบทุกชนิด โดยเฉพาะดินร่วนซุยและระบายน้ำได้ดี ควร ปลูกในฤดูฝน วิธีการปลูก ใช้กิ่งตอนปลูกในหลุม ใช้ปุ๋ยหมักรองเอาไว้หนึ่งก้อน จะต้องรดน้ำทุกวันถ้าฝนไม่ตกควรหาอะไรมาบังเป็นร่มเอาไว้ก่อนที่ต้นจะแข็งแรงดี 

ส่วนที่ใช้เป็นยา :  เปลือกและน้ำในผล 

ช่วงเวลาที่เก็บยา :  ช่วงที่ผลแก่จัด

 รสและสรรพคุณยาไทย :  เปลือกผล รสขม ช่วยขับลมได้ดี  น้ำของผลมะนาวเปรี้ยวจัด เป็นยาขับเสมหะ  เมื่อเด็กหกล้มหัวโน ใช้มะนาวผสมกับดินสอพองพอกบริเวณที่ในจะทำให้เย็นและยุบเร็ว 

ข้อมูลทางวิทยาศาสตร์ : ผิวเปลือกของมะนาวมีน้ำมันหอมระเหย "โวลาทิล" เช่น Slaronoid,Organic acid, citral และวิตามิน ซี น้ำมะนาวมีฤทธิ์รักษา โรคลักปิดลักเปิด เนื่องจากมีวิตามินซี สูง สวนฤทธิ์ในการแก้ไอขับเสมหะ เนื่องจากกรดที่มีอยู่ในน้ำมะนาว กระตุ้นให้มีการขับน้ำลายออกมา ทำให้เกิดการชุ่มคอจึงลดอาการไอลงได้ 

วิธีใช้ :  เปลือกมะนาวและน้ำมะนาวใช้เป็นยาได้ โดยมีรายการใช้ดังต่อไปนี้คือเปลือกมะนาวรักษาอาการท้องอืด ท้องเฟ้อ แน่นจุกเสียด นำเอาเปลือกของผลสดมาประมาณครึ่งผล คลึงหรือทุบเล็กน้อยพอให้น้ำมันออก ชงกับน้ำร้อนดื่มเวลามีอาการน้ำมะนาวรักษาอาการไอและขับเสมหะ ใช้ผลสดคั้นน้ำจะได้น้ำมะนาวเข้มข้น  ใส่เกลือเล็กน้อยแล้วจิบบ่อยๆ หรือจะทำเป็นน้ำมะนาวใส่เกลือและน้ำตาล ปรุงรสให้เข้มข้นพอสมควรดื่มบ่อยๆ ก็ได้อีกเช่นเดียวกัน อร่อย ชุ่มคออย่าลืมใส่น้ำแข็งทุบลงไปด้วยจะเป็น"น้ำมะนาวเย็น" 

คุณค่าทางอาหาร :  มะนาวเป็นเครื่องปรุงรสอาหารไทยที่ขาดเสียไม่ได้ น้ำพริกส้มตำ ยำทุกชนิด ลาบและอีกมากมายหลายอย่างจะต้องใช้มะนาวปรุงรสเสมอ จึงจะเกิดรสดีอร่อยสุดๆ นำมะนาวมาคั้นเป็นน้ำมะนาวจะได้น้ำมะนาวเข้มข้น ปรุงรสดื่มช่วย ให้ร่างกายมีความรู้สึกว่าสดชื่นยิ่งขึ้น แก้ไอขับเสมหะได้ดีมากที่เดียวประโยชน์ของน้ำมะนาวที่รู้จักกันดีคือมีวิตามิน ซี สูงมาก รักษาโรคเลือดออกตามลายฟันแต่วิตามินซีจะสะลายตัวง่ายในความร้อน จึงต้องระมัดระวังในการปรุงอาหาร  

 

คูน

 

ชื่ออื่น : ลมแล้ง ( ภาคเหนือ ) ,ชัยพฤกษ์, ราชพฤกษ์ (ภาคกลาง),ลักเคย , ลักเกลือ (ปัตตานี ),กีเพยะ (กะเหรี่ยง), ปูโย,ปีอยู,เปอโช,แมะหล่าหยู่ (กะเหรี่ยง-แม่ฮ่องสอน),เช็งเชียชัวเพียงเต่า,อาเหล็กปก(จีน)

ชื่อสามัญ : Golden Shower, Indian Laburnm, Puddingping Tree, Purging Cassiai

ชื่อวิทยาศาสตร์ : Cassia fistula Linn.

วงศ์ : CAESALPINIACEAE

ลักษณะทั่วไป

ต้น : คูนเป็นพรรณไม้ยืนต้น มีความสูงประมาณ 15 เมตร

ใบ : เป็นใบประกอบ ตรงปลายก้านของมันจะเป็นใบคู่ ใบย่อยมี 4-8คู่ ใบย่อยนั้นจะมีลักษณะเป็นรูปไข่มีความยาวประมาณ 6-15 ซม. และกว้างประมาณ 3.5-5 ซม. ปลายใบจะแหลม ส่วนโคนก้านใบร่วมบริเวณที่ติดกับกิ่งจะพองออกเล็กน้อย

ดอก : ดอกนี้นจะออกเป็นช่อห้อยระย้าลงมาจากง่ามใบ ดอกจะมีสีเหลือง ปลายมน จะเห็นลายเส้นเจน ดอกมีเส้น ผ่าศูนย์กลางประมาณ 4 ซม.

รังไข่ : รังไข่นั้นจะมีลักษณะเป็นเส้นยาวและงอขึ้น

เมล็ด (ผล) : ผลมีลักษณะเป็นฝักรูปทรงกระบอกยาว ตรงปลายของมันจะแหลมและสั้น เมื่อฝักยังอ่อนจะมีสีเขียว เมื่อแก่เต็มที่ก็จะเปลี่ยนสีจากสีเขียวเป็นสีดำ จับดูเปลือกนอกจะแข็งเหมือนไม้ มีความยาวประมาณ 30-60ซม. มีเส้นผ่านศูนย์กลางยาวประมาณ 1.5-2 ซม. ภายในฝักนั้นจะมีแผ่นกั้นเป็นห้อง ๆ ตามขวาง ในแต่และห้อง จะมีเมล็ดอยู่ 1 เมล็ด จะมีลักษณะกลมแบน ส่วนผิวนอกมีสารอ่อนนุ่มสีดำหุ้มเมล็ด

การขยายพันธุ์ : โดยการใช้เมล็ด

ส่วนที่ใช้ : ฝัก ใบ ดอกเปลือกราก แก่น เนื้อในฝัก และรากเป็นยา

สรรพคุณของสมุนไพร 

             ฝัก ควรเก็บเมื่อแก่มีสีดำ นำมาตากให้แห้งเก็บไว้ใข้ ฝักนั้นจะมีรสหวานขม เปรี้ยวเล็กน้อย มีกลิ่นเหม็น เอียน ๆ เฉพาะตัว ฝักที่ดีควรสมบูรณื ไม่มีก้าน เมื่อแห้งแล้วเขย่าจะไม่มีเสียง ควรใช้ฝักประมาณ 30 กรัม ต้มกับน้ำกิน ในฝักจะมีสาร anthraquinone อยู่ ใช้ทำเป็นยาระบายสำหรับ ผู้ที่ท้องผูกเป็นประจำ หญิงมี ครรภ์ใช้ฝักคูนเป็นยาระบายได้ นอกจากนี้ยังใช้ขับเสมหะ ขับพยาธิ รักษาเด็กที่เป็นโรคตานขโมย และ โรคไข้มาลาเรียด้วย ใบ ใช้สดหรือตากแห้ง ใช้เป็นยาถ่าย รักษาอัมพาต และใช้รักษาโรคเกี่ยวกับสมอง ส่วนใบอ่อนใช้เป็นยา รักษาไข้รูมาติค (Rheumatic fever) ใช้สำหรับภายนอก นำมาตำพอกหรือใช้คั้นเอาน้ำมาทา รักษาโรค กลากเกลื้อน ทาลูนวดบรรรเทาอาการปวดข้อ และรักษากล้ามเนื้อบางส่วนบนใบหน้า เป็นอัมพาต (Facial paralysis) ดอก ใช้สดหรือตากแห้ง ใช้เป็นยาถ่าย สำหรับหล่อลื่นลำไส้ รักษาโรคที่เกี่ยวกับกระเพาะอาหาร และแผล เรื้อรัง เปลือกราก ใช้สดหรือแห้ง ทำเป็นยาระบาย รักษาโรคไข้มาลาเรีย แก่น ใช้หรือตากแห้ง ใช้เป็นยาขับพยาธิไส้เดือน เนื้อในฝัก ใช้ฝักแก่แกะเปลือกนอกและเมล็ดออก สกัดด้วยนำร้อนที่กรองและระเหยน้ำออกในที่มีความดันต่ำ จะได้สีดำข้นเหลวนำมาใช้ เนื้อในฝักนั้นจะมีรสหวานเอียน ใช้เป็นยาถ่าย และยาระบายในคนที่ท้องผูก เป็นประจำรักษาใข้มาลาเรีย บิด ใช้สำหรับภายนอกพอกรักษาอาการปวดข้อเมล็ด ใช้ประมาณ 5-6 เม็ด นำมาบดเป็นผงกิน เป็นยาระบาย และเป็นยากระตุ้นช่วยให้อาเจียน เปลือกต้น ใช้เป็นยาช่วยเร่งคลอด รักษาอาการท้องร่วงนอกจากนี้ยังใช้ย้อมหนังสัตว์ก็ได้ ราก เป็นยาบำรุง รักษาโรคเกี่ยวกับหัวใจ และโรคเกี่ยวกับถุงน้ำดี และเป็นยาถ่ายอย่างแรง รักษาอาการไข้ ใช้สำหรับภายนอกพอกรักษาอาการปวดตามข้อได้

อื่น ๆ : มักจะพบพรรณไม้ชนิดนี้ปลูกตามริมถนนเป็นไม้ประดับ มีดอกออกในฤดูร้อน สีเหลืองทั้งต้นดูสวยงามมาก หรือพบขึ้นเองตามป่าโปร่งทั่วไป โดยเฉพาะในภาคอีสานจะมีมาก

ตำรับยาสมุนไพร

1. ใช้เป็นยาถ่ายหรือยาระบายสำหรับผู้ใหญ่ ใช้เนื้อในฝักประมาณ 8 กรัม นำไปผสมกับน้ำมะขามเปียก หรือน้ำตาลในปริมาณที่เท่ากัน ถ้าต้องการให้ถ่ายแรง ควรกินในปริมาณ 30-60 กรัม ปริมาณสูงอาจจะทำให้เกิดอาการปวดมวนท้องคลื่นไส้ และท้องอืดแน่นได้

2. ใช้เป็นยากระตุ้นให้อาเจียน ใช้เมล็ดประมาณ 5-6 เม็ด นำมาบดเป็นผงกินได้

3.ใช้รักษาโรคกลาก และโรคผิดหนังที่เกิดจากเชื้อรา เอาใบสดตำให้ละเอียดนำไปพอกหรือใช้ถูทาตามบริเวณที่เป็น

ข้อมูลทางคลีนิค :

           รักษาโรคกระเพาะอาหาร ให้ใช้ฝักประมาณ 30 กรัมใส่น้ำนำไปต้มให้เหลือประมาณ 10 มล. ให้กินครั้งเดียว หมด วันละ 3 ครั้ง ปรากฎว่าได้ผลดีมาก นอกจากนี้ยังใช้เป็นยาระบาย รักษาท้องผูก มีกรดในกระเพาะอาหาร มากเกินไป เบื่ออาหาร ใช้ยานี้ต้มให้เดือดพอควรแล้วกิน ถ้าต้มนานเกินกว่า 8 ชั่วโมง ยานี้จะไม่มีฤทธิ์เป็นยา ระบาย กลับจะทำให้ท้องผูก ยาต้มนี้ถ้ากินมากเกินไปจะทำให้อาเจียนส่วยฝักที่ไม่แก่จัดให้ใช้เป็นยาระบายได้ดีกว่า

ข้อมูลทางเภสัช :

1. เปลือกราก มีฤทธิ์รักษาอาการอักเสบของหนูใหญ่สีขาวได้อย่างมีนัยสำคัญวิทยา

2. น้ำสกัดจากเนื้อในฝักนั้น จะมีผลเล็กน้อยต่อความดันโลหิตของสุนัขและแมวที่ทำให้สลบ ทำให้มีฤทธืยับ ยังการบีบตัวของกล้ามเนื้อเรียบของลำไส้เล็ก ของกระต่ายและหนูตะเภา เนื้อในฝักที่สกัดเอาน้ำตาลออก มีฤทธิ์ทำให้ถ่ายมากกว่าเนื้อในฝักที่ไม่ได้สกัดน้ำตาลออก นอกจากนี้สารสกัดที่ได้จากใบ เปลือกต้น เนื้อในฝัก ยังมีฤทธิ์ฆ่าเชื้อแบคทีเรีย

3. ฝักและเปลือกรากที่สกัดด้วยแอลกอฮอล์ ยังมีฤทธิ์ ฆ่าเชื้อไวรัส Ranikhet disease virusและ Vaccinia Virus นอกจากสารนี้แล้วยังมีสารสกัดด้วยอะซีโตน (acetone) จากเปลือกราก เปลือกต้น จะมีฤทธ์ฆ่าเชื้อรา
(Microsporum tonsurans, Trichophyton rubrum, และ T.megninii)

สารเคมีที่พบ

1.เนื้อในฝักนั้นจะมี oxymethylanthraquinones 1.05% sfennoside Aและ sennoside B aolinbarbaloin rhein (เนื้อในฝัก ในโรดีเซียใช้แก้ไข้มาลาเรียที่มีต่ออาการปัสสาวะเป็นสีดำ (Black water fever)

2.เมล็ดนั้นจะมี fixed oil 2.02% มี anthraquinones เพียงเล็กน้อย (เมล็ด ใช้เป็นยาทำให้อาเจียน)

3.ใบนั้นจะมี sennosides ทั้งหมด 1.80% ประกอบด้วย sennoide A และ sennoside B.rhein carboxylic derivatives 1.23% (ใบใช้เป็นยาถ่าย ต้มน้ำจากใบอ่อนใช้รักษากลาก รักษาไข้รูมาติค)

4.ดอกจะมี rhein glycoside rhein, fistulin rhamnoside, kaempferol leucopelargonidin (ใช้เป็นยาถ่ายและยา หล่อลื่นลำไส้ ต้มน้ำกินใช้เป็นยารักษาโรคเกี่ยวกับกระเพาะอาหาร)

5.เปลือกจะมี oxymethylanthraquinones 1.2%, rhein glycoside, fistucacidin (เปลือกผัก ทำให้แท้งลูก และ ยังใช้ขับรกค้าง นอกจากเปลือกฝักแล้วยังมีเปลือกต้น นำมาใช้ย้อมหนัง และยังทำให้เกิดลมแบ่งช่วยในการคลอดลูกด้วย)

6.แก่นไม้ยังมี barbaloin, rhein และfistucacidin. (แก่นไม้ ใช้เป็นยาขับพยาธิไส้เดือน)  

 

 

มะยม ขนุน

posted on 19 Jul 2009 13:38 by muaykung18  in Knowladge

 

มะยม

 

ชื่ออื่น  : ยม( ภาคใต้), มะยม (ทั่วไป)

ชื่อสามัญ : Stax Gooseberry

ชื่อวิทยาศาสตร์ : Phyllanthus acidus Skeels.

วงศ์ : EUPHORBIACEAE

ลักษณะทั่วไปของสมุนไพร :

ต้น : เป็นพรรณไม้ยืนต้น ขนาดเล็กจนถึงขนาดกลาง มีลำต้นตั้งตรง จะแตกกิ่งก้านสาขาตรงเรือนยอด เป็นทรงพุ่ม กิ่งก้านของมันจะเปราะและหักง่าย ผิวเปลือกลำต้นขรุขระ เป็นสีเทาเข้ม

ใบ : ใบเป็นใบรวม มีใบย่อยออกเรียงกัน เป็นคู่ ๆ ในลักษณะเป็นแผง ๆ หนึ่งมีใบย่อยประมาณ 20-30 คู่ ลักษณะของใบย่อย เป็นรูปหอก ปลายใบแหลม ริมของใบเรียบไม่มีหยัก

ดอก : ดอกมีขนาดเล็ก ออกเป็นช่อ หรือเป็นกระจุกอยู่ตามบริเวณลำต้น หรือกิ่งก้าน ดอกมีสีเหลืองอมน้ำตาลเรื่อ ๆผล : เมื่อดอกร่วงโรยไป ผลก็จะติด มีลักษณะห้อยเป็นพวงระย้า ในจำนวนเท่าดอกที่ออก ลักษณะของผลเป็นผลเล็ก และรูปร่างเป็นเฟืองมน ๆ ผลอ่อนมีสีเขียวอ่อน เมื่อแก่จะออกเป็นสีเหลืองเรื่อ ๆ

การขยายพันธุ์ : เป็นพรรณไม้กลางแจ้ง ที่อยู่ได้ดีทั้งในที่มีแดดจัดหรือในที่ร่มรำไร ปลูกขึ้นดีในดินที่เป็นดินร่วนซุยมีความชื้นพอเหมาะ ขยายพันธุ์ด้วยการใช้เมล็ด

ส่วนที่ใช้ : เปลือกลำต้น ใบ ดอก ราก

สรรพคุณของสมุนไพร :

เปลือกลำต้น ใช้เปลือกสด นำมาต้มเอาน้ำกินเป็นยาแก้ไข้ทับระดู ระดูทับไข้

ใบ ใช้ใบสด นำมาต้มเอาน้ำกินเป็นยาแก้ไข้ ช่วยดับพิษไข้ บำรุงประสาท ขับเสมหะ บำรุงอาหาร แก้พิษไข้อีกสุกอีใส โรคหัดเหือด เป็นต้น

ดอก ใช้ดอกสด นำมาต้มกรองเอาน้ำ ใช้ล้าง และชำระฝ้านัยน์ตา แก้โรคในตาได้ดี

ราก ใช้รากสด นำมาต้มเอาน้ำกินเป็นยาแก้โรคผิวหนัง ดับพิษเสมหะโลหิต แก้ผดผื่นคัน และช่วยขับน้ำเหลือ

อื่น ๆ : มะยม เป็นพรรณไม้ในเมืองไทย ในวรรณคดีไทยหลายเรื่อง ที่ได้กล่าวถึง มะยม เช่นในเรื่อง อิเหนา, สมุทรโฆษคำฉันท์, นิราศธารทองแดง

 

ขนุน

 

ชื่ออื่น  : มะหนุน(ภาคเหนือ ภาคใต้) ขะนู(ชอง-จันทบุรี) นากอ(มลายู-ปัตตานี) ขะเนอ(เขมร) เนน(ชาวบน-นครราชสีมา) นะยวยชะ (กะเหรี่ยง-กาญจนบุรี)ซีคึย ปะหน่อย(กะเหรี่ยง-แม่อ่องสอน) ล้าง (เงี้ยว-ภาคเหนือ) ปอหล่อบิค (จีน) หมักหมี้(ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ)

ชื่อสามัญ : Jack Fruit Tree

ชื่อวิทยาศาสตร์ : Artocarpus heterophyllus Lam.

วงศ์ : MORACEAE

ลักษณะทั่วไป

ต้น : เป็นพรรณไม้ยืนต้น ลำต้นมีความสูงประมาณ 8-15 เมตร มียางขาวทั้งต้น

ใบ : จะออกสวลับกัน และมีลักษณะกลมรียาวประมาณ 7-15 ซม. ตรงปลายใบของมันจะแหลมและสั้น
านใบจะเรียว ใบอ่อนบางครั้งจะมีรอยเว้าเข้าลึก ๆ 2 รอย แบ่งใบออกเป็น 3 ส่วน หลังใบจะเรียบเป็นมัน เนื้อใบเหนียวคล้ายหนัง ก้านใบยาวประมาณ 1-2.5 ซม. ใบนั้นจะหลุดร่วงง่าย

ดอก : จะออกเป็นช่อ และช่อดอกตัวเมียจะอยู่บนต้นเดียวกัน ส่วนช่อดอกตัวผู้จะออกที่ปลายกิ่งหรือง่ามใบ เป็นแท่งยาวประมาณ 2.5 ซม. และมีกาบหุ้มช่อดอกอยู่ 2 กลีบ ดอกย่อยนั้นจะมีเกสรตัวผู้ 1 อัน ช่อดอกตัวเมียเป็นแท่งกลมยาวออกจากลำต้นและกิ่งก้านขนาดใหญ่

เมล็ด (ผล) : ผลจะเป็นผลรวม มีลักษระกลมยาวประมาณ 25-60 ซมม. ขนาดใหญ่และอาจหนักถึง 20 กก. ส่วนเนื้อหุ้มเมล็ดอาจจะมีสีเหลือง ถ้าสุกจะมีกลิ่นหอม

เปลือกนอก : จะเป็นตุ่มหนามเล้ก ๆ รูปหกเหลี่ยม

การขยายพันธุ์ : โดยการเพาะเมล็ด จะพบปลูกตามสวนหรือบริเวณบ้าน

ส่วนที่ใช้ : เมล็ด เนื้อหุ้มเมล็ด ใบ ยาง แกนและราก ใช้เป็นยา

สรรพคุณ :  เมล็ด ให้ใช้ประมาร 60-240 กรัม ต้มสุกกิน จะมีรสชุ่ม ช่วยขับน้ำนมในสตรีหลังคลอด มีน้ำนมน้อยหรือไม่มีน้ำนม ช่วยบำรุงร่างกาย เนื้อหุ้มเมล็ด ให้ใช้สด ผสมกับน้ำหวานกินบำรุงกำลัง หรือจะกินเป็นขนมก็ได้ ใบ ใช้สด นำมาตำให้ละเอียด อุ่นแล้วพอกแผล ใบแห้งให้บดเป็นผงโรย หรือใช้ผสมทาตรงที่เป็นแผลใช้สำหรับภายนอก รักษาแผลมีหนองเรื้อรัง ยาง จะมีรสจืด ฝาดเล็กน้อย ให้ใช้ยางสด ทาบริเวณที่บวมอักเสบ แผลมีหนองเรื้อรัง ต่อมน้ำเหลืองเกิดจากแผลมีหนองที่ผิวหนัง แกนและราก ใช้แห้งประมาณ 30-60 กรัม นำมาต้มน้ำรับประทาน จะมีรสหวานชุ่ม รักษากามโรค และบำรุงเลือด

ตำรับยาสมุนไพร

          ให้ใชเมล็ด 60-240 กรัม หรือจะใช้เมล็ดนำมาต้มให้สุกกินหรือจะนำมาผสมกับน้ำหวานและกะทิกิน สำหับสตรีหลังคลอด ที่มีน้ำนมน้อยหรือไม่มีน้ำนมใช้กินได้